ReadyPlanet.com
dot
dot
ภาพกิจกรรมปี 2555
dot
bulletภาพโบรถ์ที่จะสร้าง
bulletภาพมหกรรมสวดมนต์ ปี 2554
bulletภาพบรรยากาศวัดบนดอย
bulletบรรยายธรรมตามที่ต่างๆ
dot
ภาพกิจกรรมของสำนักปฏิบัติธรรม
dot
bulletผู้ปฏิบัติธรรม
bulletงานทอดกฐิน
bulletผ้าป่าครอบครัวสามัคคี
dot
รวมธรรมะจากพระครูบาหนุ่ม
dot
bulletสมาธิ 40 วิธี
bulletสมาธิออกเสียง
bulletพระโมคคัลลานะ
bulletเลื่อมใส
bulletบุญกิริยาวัตถุ 10
bulletคติเตือนใจ 2
bulletคติเตือนใจ 1
bulletประวัติครูบาหนุ่ม ยิ่งยืน
bulletผลบุญ
bulletอุบายแก้ง่วง
bulletชอบสวดมนต์และทำบุญ
bulletสวดทุกครั้ง
bulletวิธีปฏิบัติ
bulletน้ำมนต์
bulletบทสัมภาษณ์สดรายการโทรทัศน์
dot
ค้นหาข้อมูล

dot
bulletวันเกิดครูบาหนุ่ม


แบนเนอร์ตัวอย่าง


พระโมคคัลลานะ
ประวัติพระโมคคัลลานเถระ
(8 วิธีพระพุทธเจ้าสอนกรรมฐานพระโมคคัลลานะ ให้บรรลุธรรมภายในวันเดียว)
.
ท่านโมคคัลลานะ เป็นบุตรพราหมณ์ผู้เป็นนายบ้านชื่อว่า โกลิตะ มารดาชื่อ นางโมคคัลลี เดิมท่านชื่อว่า โกลิตะ ตามโคตรแห่งบิดา อีกอย่างหนึ่ง เขาเรียกตามความที่เป็นบุตรนางโมคคัลลีว่า โมคคัลลานะ เมื่อท่านเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว พวกสพรหมจารีก็เรียกท่านว่า โมคคัลลานะ ทั้งนั้น ท่านเกิดในตำบลไม่ห่างไกลจากกรุงราชคฤห์ ได้เป็นสหายรักใคร่กับ อุปติสสมาณพ (พระสารีบุตร) มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เพราะตระกูลทั้งสองนั้นเป็นสหายเนื่องกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ และเป็นตระกูลที่มั่งคั่งสมบูรณ์ ด้วยโภคทรัพย์และบริวารเสมอกัน ครั้นเจริญวัยขึ้นแล้วได้เล่าเรียนศิลปะด้วยกัน แม้ไปที่ไหนหรือทำอะไร ก็ไปด้วยกันจนกระทั่งเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาก็บวชพร้อมกัน ต่างกันก็แต่ว่าได้ดวงตาเห็นธรรมครั้งแรกคนละคราวกัน พึงทราบเรื่องรายตามที่กล่าวแล้วในประวัติของพระสารีบุตรเถระนั้น ในที่นี้จะกล่าวตั้งแต่อุปสมบทแล้วเป็นต้นไป
.
จำเดิมท่านได้ไปอุปสมบทในพระวินัยนี้ 7 วัน ไปทำความเพียรที่ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แขวงมคธ อ่อนใจนั่งโงกง่วง พระศาสดาทรงมีพระเมตตาเสด็จไปทรงสั่งสอน มีประการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
.
1. โมคคัลลานะ เมื่อเธอมีสัญญาอย่างไร ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ ท่านควรทำในใจถึงสัญญานั้นมาก
2. เธอควรตรึกตรองพิจารณาถึงธรรมที่ตัวได้ฟังมาแล้ว และได้เรียนมาแล้วอย่างไร ด้วยน้ำใจของตัว
3. เธอควรสาธยายธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว และได้เรียนมาแล้วอย่างไร โดยพิสดาร
4. เธอควรยอนหูทั้งสองข้าง และลูบด้วยฝ่ามือ
5. ควรลุกขึ้นยืน ลูบนัยน์ตาด้วยน้ำ เหลียวดู่ทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักขัตฤกษ์
6. เธอควรทำในใจถึงอาโลกสัญญา คือความสำคัญในแสงสว่าง ตั้งความสำคัญว่ากลางวันไว้ในจิต ให้เหมือนกันทั้งกลางวันกลางคืน มีใจเปิดเผยฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด
7. เธอควรอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ มีจิตไม่คิดไปภายนอก
8. เธอควรสำเร็จสีหไสยยา คือนอนตะแคงข้างขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้ามีติสัมปชัญญะ ทำความหมายอันจะลุกขึ้นไว้ในใจ พอท่านตื่นแล้ว ควรรีบลุกขึ้นทำความเพียรต่อด้วยความตั้งใจทันทีว่า
-เราจักไม่ประกอบสุขในการนอน
-เราจักไม่ประกอบสุขในการเอนข้าง
-เราจักไม่ประกอบสุขในการเคลิ้มหลับ
ครั้นตรัสสอนอุบายสำหรับระงับการง่วงอย่างนี้แล้ว ทรงสั่งสอนให้สำเหนียกในใจอีกต่อไปว่า เราจักไม่ชูงวง (คือถือตัว) เข้าไปสู่ตระกูลสูง ฯ เราจักไม่พูดถึงซึ่งเป็นเหตุเถียงกัน ถือผิดต่อกัน ฯ เราะว่าเมื่อคำซึ่งเป็นเหตุเถียงกันถือผิดต่อกันมีขึ้น ก็จำจะต้องหวังความพูดมาก เมื่อความพูดมากมีขึ้น ก็จะเกิดความคิดฟุ้งซ่าน ครั้นคิดฟุ้งซ่านแล้ว ก็จะเกิดความไม่สำรวม ครั้นไม่สำรวมแล้ว จิตก็จะห่างจากสมาธิ
.
อนึ่ง โมคคัลลานะ เราสรรเสริญความคลุกคลีด้วยประการทั้งปวงหามิได้แต่มิใช่ว่าจะไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วยประการทั้งปวงและตรัสสอนให้คลุกคลียินดีด้วยที่นอนที่อันเงียบสงัด ควรเป็นที่ออกเร้นตามสมณวิสัย ฯ
.
เมื่อตรัสสอนอย่างนี้แล้วพระโมคคัลลานะกราบทูลถามว่า ว่าโดยย่อข้อปฏิบัติเท่าไร ภิกษุชื่อว่าน้อมไปแล้วในธรรมที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วนเกษมจากโยคธรรม เป็นพรหมจารีบุคคล ประเสริฐสุดกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายฯ
.
พระบรมศาสดาตรัสตอบว่า โมคคัลลานะภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับแล้วว่า บรรดาธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น เธอทราบชัดทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงเธอได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี มิใช่สุข มิใช่ทุกข์ก็ดี
.
-เธอพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง
-พิจารณาเห็นด้วยปัญญาเป็นเครื่องหน่าย
-พิจารณาเห็นด้วยปัญญาเป็นเครื่องดับ
-พิจารณาเห็นด้วยปัญญาเป็นเครื่องสละคืนในเวทนาทั้งหลายนั้น
.
เมื่อพิจารณาเห็นดังนั้น ย่อมไม่ถือมั่นสิ่งอะไรๆ ในโลก ย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสให้สงบได้เฉพาะตัว และทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่จำจะต้องทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจที่จะจำจะต้องทำอย่างนี้อีกมิได้มี ว่าแต่โดยย่อข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าน้อมไปแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาฯ ท่านพระโมคคัลลานะปฏิบัติตามพุทธโอวาทที่พระบรมศาสดาตรัสสั่งสอนก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ในวันนั้น
.
ครั้นพระโมคคัลลานะได้สำเร็จพระอรหันต์แล้ว ท่านได้เป็นกำลังใหญ่ของพระบรมศาสดาในการที่มีพุทธดำริไว้ให้สำเร็จ เพราะท่านเป็นผู้มีฤทธานุภาพมาก จึงได้รับยกย่องจากสมเด็จพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางเป็นผู้มีฤทธิ์ และทรงยกย่องว่า เป็นคู่กันกับพระสารีบุตรในอันอุปการะภิกษุผู้เข้าบวชในพระธรรมวินัยดังกล่าวแล้ว
.
ในประวัติท่านสารีบุตรว่า สารีบุตรเปรียบเหมือนมารดาผู้ยังบุตรให้เกิด โมคคัลลานะเปรียบเหมือนนางนมผู้เลี้ยงทารกที่เกิดแล้ว สารีบุตรย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ส่วนโมคคัลลานะแนะนำให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมเบี้องบนที่สูงกว่านั้น คือมีความสามารถสูง มีสติปัญญาเป็นเลิศ ใช้คำพูดชี้แนะสั่งสอนให้ผู้คนและพระภิกษุสงฆ์ พระภิกษุณี เข้าใจธรรมะคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมทาสัมพุทธเจ้าจนจิตบรรลุอรหัตตผลได้มากมายมหาศาล ด้วยเหตุนี้จึงมีคำยกย่องว่า พระสารีบุตรเป็นพระอัครสาวกฝ่ายขวา พระโมคคัลลนะเป็นพระอัครสาวกฝ่ายซ้าย และยังมีอนุมานสูตรว่าด้วยธรรมอันทำให้คนเป็นผู้ว่ายากหรือง่าย ที่พระธรรมสังคาหกาจารย์ร้อยกรองไว้ในมัชฌิมนิกาย ท่านโมคคัลลานะนั้นเข้ใจในการนวกรรมด้วย (ผู้ควบคุมการก่อสร้าง) เพราะฉะนั้นเมื่อ นางวิสาขา มหาอุบาสิกาสร้างบุพพารามในกรุงสาวัตถี พระบรมศาสดารับสั่งให้ท่านเป็นนวกัมมิฏฐยี คือ ผู้ดูแลนวกรรมควบคุมการก่อสร้าง
.
ท่านโมคคัลลานะปรินิพพานก่อนพระบรมศาสดา มีเรื่องเล่าว่า ครั้งเมื่อท่านพำนักอาศัยอยู่ ณ ตำบลกาฬิศิลา แคว้นมคธ พวกเพียรถีร์ปรกษากันว่าบรรดาลาภสักการะทั้งหลายที่เกิดขึ้นแก่พระบรมศาสดาในครั้งนั้นด้วยอาศัยพระโมคคัลลานะเพราะท่านสามารถนำข่าวในสวรรค์และนรกมาแจ้งแก่มนุษย์ ชักนำให้เกิดความเลื่อมใส ถ้าพวกเรากำจัดพระโมคคัลลานะเสียได้แล้ว ลัทธิฝ่ายของพวกเราก็จักรุ่งเรืองขึ้น ตามตำนานท่านกล่าวว่า เมื่อโจรคิดจะมาทำร้ายท่าน พระโมคคัลลานะทราบเหตุดังนั้นด้วยฌาน จึงหนีไปเสียสองครั้ง ครั้งที่สามพิจารณาเห็นว่ากรรมตามทันจึงไม่หนี พวกโจรผู้ร้ายทุบตีจนแหลก สำคัญว่าตายแล้วจึงนำสรีระของท่านไปซ่อนไว้ในพุ่มไม้แห่งหนึ่งแล้วพากันหนีไป ท่านพระโมคคัลลานะยังไม่ถึงมรณะเยียวยาอัตตภาพให้หายได้ด้วยกำลังฌาณ แล้วเข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดาทูลลากลับมาปรินิพพาน ณ ที่เดิมในวันดับแห่งกัตติกมาส ภายหลังพระสารีบุตรปักษ์หนึ่ง พระศาสดาได้เสด็จไปทำฌาปนกิจแล้ว รับสั่งให้เก็บอัฐิธาตุมาก่อพระเจดีย์บรรจุไว้ ณ ที่ใกล้ประตูแห่งเวฬุวนาราม
.

พระโมคคัลลานะ ผู้มีฤทธิ์มากสาวกฝ่ายซ้ายพระพุทธเจ้า
.
พระโมคคัลลานะได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็นเอตทัคคะในด้านเป็นผู้มีฤทธ์ เป็นเลิศด้านผู้ทรงอภิญญาฤทธานุภาพ คือมีฤทธิ์ทางใจแบบเกิดอัศจรรย์ มีปาฏิหาริยมากฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ สาเหตุที่ได้รับการยกย่องเช่นนั้น เพราะผู้ที่มีฤทธิ์มีความสำเร็จอภิญญา มีความรู้มากในพระพุทธศาสนาขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้ามี 6 อย่างคือ
.

1. แสดงฤทธิ์ได้ คือ สามารถแปลงร่างให้เป็นหลายคนได้ เป็นอะไรก็ได้ ล่องหนหายตัวได้ หรือเดินฝ่าวัตถุที่กั้นขวางอยู่ เช่น กำแพง ภูเขาได้ สามารถดำดิน เดินบนน้ำ หรือเหาะไปในอากาศก้ได้
2. มีหูทิพย์ คือ สามารถได้ยินเสียงทิพย์ สามารถได้ยินเสียงมนุษย์เสียงสัตว์ทั้งหลาย เสียงบนสวรรค์ เทพไท้ เทวดา อินทร์ พรหม ที่อยู่ใกล้และไกลได้เป็นอย่างดี
3. รู้จักกำหนดจิตใจผู้อื่นได้ คือ มีญาณหยั่งรู้ที่ทำให้สามารถกำหนดรู้จิตใจผู้อื่นได้ อ่านความคิดของผู้อื่นได้
4. ระลึกชาติได้ คือมีญาณหยั่งรู้ระลึกชาติได้ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตั้งแต่หนึ่งชาติ สองชาติ สามชาติ จนถอยหลังเดินหน้ากลับไปตั้งหลายๆ กัป ว่าชาตินั้น ๆ มีชื่อว่าอะไร เกิดในตระกูลไหน มีผิวพรรณ หน้าตาอย่างไร มีอายุเท่าใดและได้ทำคุณงามความดีสร้างบุญกุศลอะไรไว้บ้าง และทำบาปกรรมอะไรไว้บ้าง เมื่อสิ้นอายุแล้ว ไปกิดต่อที่ไหน
5. มีตาทิพย์ คือ เป็นตาทิพย์ที่บริสุทธิ์เกินกว่าสัตว์และมนุษย์ คนธรรมดาทั่วไป คือเป็นบุคคลพิเศษมีบุญวาสนาเจริญญาณสมาธิภาวนามาหลายพบหลายชาติต่อเนื่องกันมาหลายชาติแล้ว สามารถเห็นเหล่าสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลาย กำลังมีความทุกข์ มีความสุข ดี เลว มีผิวพรรณ และมีจิตใจที่ดีงามหรือไม่ รู้ยถากรรมที่ต้องเป็นไปของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด
6. รู้จักทำกิเลสความทุกข์ให้หมดสิ้นไปจากจิตใจได้ คือ รู้จักความจริงของทุกสิ่งว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้มีความทุกข์ อะไรคือวิธีปฏิบัติให้ถึงซึ่งความเห็นทุกข์สามารถกำจัดกิเลส ดับทุกข์ทั้งปวงได้ ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าอยู่ในศีลในธรรม จิตใจไม่เสื่อมจากคุณงามความดี คือมีจิตที่หลุดพ้นจากกิเลสตัณหา ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่มีอารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้ดับทุกข์ดับอารมณ์ได้อยู่ในพรหมจรรย์ได้ตลอดชีวิต
.
ผู้ที่สำเร็จฤทธิ์เดชอภิญญาทั้ง 6 ข้อนี้ได้ถือว่า เป็นผู้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดคือเป็นพระอรหันต์ ในสมัยที่พระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้นในโลกมนุษย์องค์หนึ่งนั้น จะมีภิกษุ ภิกษุณี ผู้มีความสำเร็จอภิญญามากคือ
.
1. พระสารีบุตร สาวกฝ่ายขวา มีความเป็นเลิศด้านมีปัญญามาก
2. พระโมคคัลลานะ สาวกฝ่ายซ้าย มีความเป็นเลิศด้านมีฤทธิ์เดชมาก
3. พระสีวลี เป็นพระอรหันต์ เป็นเลิศด้านมีโชคลาภมาก
4. พระอานนท์ เป็นพระอนุชา เป็นพหูสูต ทรงจำพระธรรมวินัยคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้มากเป็นพระเลขาที่คอยดูแลพระพุทธเจ้า ได้ติดตามไปทุกสถานที่
5. พระอัญญาโกณฑัญญะ หัวหน้าปัจจวิคคีย์ทั้งห้า ผู้ที่บรรลุธรรมคนแรกในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า เมื่อได้ฟังเสียงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่ได้ทรงแสดงด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะในเบื้องต้น ในท่ามกลาง ในเบื้องปลายและในที่สุด ดังนั้นผู้ที่บรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาคนแรกนั้น ได้เพราะฟังเสียงพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงตั้งใจฟัง จนเข้าใจแล้ว พิจารณาตามแล้ว จึงเกิดมีดวงตาเห็นธรรม เกิดแสงสว่างนำพาชีวิตจิตวิญญาณให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้อย่างอัศจรรย์เพราะได้ฟังเสียงธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นพระภิกษุ
6. พระภิกษุณี นักชวชฝ่ายหญิง พระมหาปชาบดีโคตรมีเถวี ผู้เป็นพระภิกษุณีรูปแรกในศาสนาพุทธ บรรลุธรรมคนแรกเช่นเดียวกับพระอัญญาโกณฑัญญะ
7. พระภิกษุณี ภัททากัจจานาเถรี (พระนางยโสธรา หรือพระนางพิมพาเถวี อดีตพระชายาคู่บุญบารมีของเจ้าชายสิทธัตถะ ที่เสด็จออกบวชบรรลุพระสัมมาสัมโพ
ธิ์ญาณเป็นพระศาสดารู้แจ้งโลกโปรดสัตว์โลกให้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ คือพระพุทธเจ้าของเราเอง) เป็นเลิศด้านผู้ทรงอภิญญาด้วย
8. พระภิกษุณี เขมาเถรี คือ พระอรหันต์ฝ่ายขวาผู้มีปัญญามาก
9. พระภิกษุณี อุบลวรรณาเถรี คือ พระอรหันต์ฝ่ายซ้ายผู้มีฤทธิ์มาก
10. พระภิกำษุณี ศรีวนาวัลย์ พระอรหันต์ผู้มีฤทธิมากที่ฝ่าเท้าเช่นกัน
และมีอีกมากมาย องค์อื่น ๆ ทั้งฝ่ายพระภิกษุ สามเณร ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาที่ได้บรรลุธรรม มีฌาน มีญาณ มีฤทธิ์เดชอภิญญา ที่ไม่ได้เอ่ยนามามาล้วนเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น
.
การที่จะสำเร็จอภิญญานั้นผู้สำเร็จจะสามารถระลึกชาติได้หมายอสงขัยกับอีกแสนกัปตามกำลังบุญวาสนาที่ได้สร้างมาจึงไม่สามารถมีอภิญญาระลึกชาติได้เหมือนกัน คือ เกิดมาเหมือนกัน แต่มิได้ทำได้ไม่เหมือนกัน
.

ส่วนพระโมคคัลลานะนั้น ยังจะมีความรู้ความสามารถพิเศษอีก เช่น เป็นผู้ที่ควบคุมชำนาญในการก่อสร้าง พระพุทธเจ้าจึงได้มอบหมายให้รับหน้าที่ควบคุมการก่อสร้าง วัดบุพพารามมหาวิหาร และโลหะปราสาทที่ พระนางวิสาขามหาอุบาสิกา บริจาคทรัพย์สินเงินทองสร้างถวายที่เมืองวาวัตถี แคว้นโกศลอีกด้วย
.
พระโมคคัลลานะเป็นกำลังสำคัญของพระพุทธศาสนา ท่านได้ช่วยแบ่งเบาภารกิจของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก ช่วยเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนต่างๆ ได้เป็นอย่างดีจึงได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้ดำรงตำแหน่งเคตทัคคะ เป็นเลิศกว่าพระสงฆ์รูปอื่นในด้านมีฤทธิ์มาก และเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายคู่กับพระสารีบุตรเบื้องขวาผู้มีปัญญามาก ดังคำที่พระพุทธเจ้าทรงเปรียบไว้ว่า
.
“พระสารีบุตรเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา เปรียบเหมือนมารดาผู้ให้กำเนิดบุตรธิดา ส่วนพระโมคคัลลานะพระอัตรสาวกเบื้องซ้ายเปรียบเหมือนนางนมผู้ซุบเลี้ยงทารกที่เกิดมาแล้ว พระสารีบุตรย่อมสั่งสอน แนะนำให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ส่วนพระโมคคัลลานะย่อมสั่งสอนแนะนำให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมเบื้องบนที่สูงกว่านั้น”
.
เบื้องครั้งที่พระเทวทัต ได้ทำให้พระสงฆ์แตกแยกกัน ถึงขนาดประกาศแยกตัวออกไปจากพระพุทธเจ้า และได้พาพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งไปด้วยนั้น พระพุทธเจ้าก็ทรงมอบหมายให้พระโมคคัลลานะและพระสารีบุคตรไปจัดการกับปัญหา ท่านทั้งสองได้แสดงธรรมให้พระสงฆ์บางส่วนจนเลิกเห็นผิดกลับเข้ามาอยู่กับคณะสงฆ์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าดังเดิม
.
พระโมคคัลลานะ ได้เคยเดินทางด้วยฤทธิ์ไปยังดินแดนนรกและสวรรค์
ครั้งหนึ่งพระโมคคัลลานะ อยากรู้ว่ามารดาของตนตาย แล้วไปอยู่ที่ไหน ภพภูมิใด จึงได้เข้าฌานสมาธิอธิษฐานจิตดู จึงรู้ว่ามารดาไปอยู่นรกเพราะสมัยที่มีชีวิตอยู่ไม่เชื่อเรื่องบุญเรื่องบาป ไม่ชอบทำบุญทำทาน ไม่ชอบไหว้พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย พระโมคคัลลานะจึงเห็นมารดาอยู่เมืองนรก เสวยความทุกข์ ทุกขเวทนาจึงได้ลงไปเมืองนรกเพื่อไปโปรดแผ่เมตตาให้มารดาที่อยู่ในเมืองนรกจากความทุกข์ได้
.
ครั้งนั้นได้เกิดเหตุการณ์ณ์อันประหลาดน่าอัศจรรย์ ด้วยบุญญาธิการ คุณงามความดีของพระโมคคัลลานะที่ได้สังสมมา ทำให้เมืองนรกที่มืดมิดไม่เคยมีแสงสว่างใด ๆ เล็ดลอดผ่านเข้ามาได้เกิดแสงสว่าง ความชุ่มเย็น ดับความร้อนในเมืองนรก ดับความร้อนในน้ำกระทะทองแดงทั้งหลายกลายเป็นน้ำเย็นมีรสหวานเหมือนน้ำผึ้งทันที
.
เมื่อพระโมคคัลลานะไปถึงเมืองนรก เห็นวิญญาณมารดาพร้อมเหล่าสัตว์นรกทั้งหลายได้รับความทุกข์ทรมานด้วยผลวิบากบาปกรรมที่ได้ทำมาในเวลาที่มีชีวิตอยู่ในเมืองมนุษย์ จึงได้แสดงธรรมโปรดมารดาและสัตว์นรกตนอื่น ๆ พร้อมกับเจริญภาวนาสวดมนต์แผ่เมตตาให้แก่บรรดาสัตว์นรกได้รับฟัง ก็พลอยได้รับอานิสงส์ผลบุญจากการที่พระโมคคัลลานะที่ได้โปรดเมตตา จึงทำให้วิญญาณสัตว์นรกทั้งหลายได้รับบุญจากพระโมคคัลลานะไปผุดไปเกิดตามภพภูมิที่สูงขึ้น พ้นจากความทุกข์ พร้อมกับมารดาของพระโมคคัลลานะด้วย
.
มีเรื่องเล่าต่ออีกว่า ตอนที่พระโมคคัลลานะขึ้นมาจากนรกนั้นมีเปลวไฟนรกเม็ดเล็ก ๆ ติดชายจีวรขึ้นมาด้วย แต่ไฟนรกไม่สามารถทำอันตรายพระโมคคัลลานะได้ ทีแรกพระโมคคัลลานะไม่ทันสังเกตเห็น จนเมื่อตอนไปบิณฑบาตร แล้วมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเพราะโยมที่มาใส่บาตรนั้นได้ถูกเปลวไฟนรกเม็ดเล็ก ๆ ที่ติดชายจีวรพระโมคคัลลานะมา เปลวไฟนรกจึงเกิดลุกลามเผาไหม้โยมผู้นั้นหายไปในชั่วพริบตา พระโมคคัลลานะจึงรีบกลับไปในเมืองนรกอีก เพื่อเอาเม็ดไฟนรกเล็ก ๆ นั้น ลงไปคืนไว้ที่เดิม เพื่อไม่ให้ไหม้ผู้ใดอีก
.
ต่อมาพระโมคคัลลานะได้เดินทางขึ้นไปท่องเที่ยวบนสวรรค์ ได้เห็นเทพบุตรเทพธิดาเสวยความสุขจากผลบุญที่ได้สร้างสะสมไว้ในเวลาที่มีชีวิตอยู่ในเมืองมนุษย์ ได้สอบถามว่า ทำบุญอะไรไว้บ้างขณะที่มีชีวิตอยู่ในเมืองมนุษย์ จึงได้มาเกิดอยู่บนสวรรค์นี้ เกิดที่ประเทศไหน เมืองไหน ตระกูลอะไร ทำความดีอะไรไว้บ้าง จึงได้นำเรื่องราวมาเล่าบอกแก่บรรดาญาติ ๆ ของผู้คนทั้งหลายนั้นได้รับฟัง คนทั้งหลายเหล่านั้นเมื่อได้ฟังแล้วต่างพากันละเว้นความชั่ว หันกลับมาสร้างแต่ความดีเพื่อที่จะได้ขึ้นไปบนสวรรค์ และหมั่นทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญกุศลแผ่ไปให้บรรดาญาติ พ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่า ตายาย ที่ล่วงลับไปแล้ว ข่าวคราวชื่อเสียงของพระโมคคัลลานะ จึงโด่งดังไปทั่วทำให้ผู้คนบางกลุ่มที่ไม่เคยศรัทธารในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าจึงพากันละทิ้งลัทธิเดิมของตนหันกลับมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแทน หลั่งไหลมาฟังธรรมกับพระโมคคัลลานะ พระอรหันต์ที่มีฤทธิ์มาก มาสร้างบุญบารมี มาสร้างความดีร่วมกับพระโมคคัลลานะอีกมากมายและได้ทำนุบำรุงดูแลพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าให้เจริญรุ่งเรืองเร็วมาก
.
มีเรื่องเล่ากล่าวไว้ในคัมภีร์ธรรมบท หมวดปิยะวรรค และโกธวรรคว่า วันหนึ่งพระโมคคัลลานะขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วยอิทธิฤทธิ์ ได้พบเห็นปราสาทหลังหนึ่งสวยงาม มีแสงสว่างแวววาว ด้วยแก้วหลายชนิด มีขนาดใหญ่ ทั้งกว้าง ทั้งสูง ส มีเหล่าเทพธิดา นางฟ้า อยู่ในปราสาทนี้จนเนืองแน่น พระโมคคัลลานะจึงถามว่า “แม่เทพธิดา วิมานนี้เป็นของใคร” แม่เทพธิดาตอบว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ วิมานนี้เกิดขึ้นเพื่อ นันทิยะมานพ ผู้ซึ่งสร้างศาลาจัตุรมุข 4 ห้อง ถวายเป็นพุทธบูชาต่อพระพุทธเจ้าพวกดิฉันมาเกิดที่นี้ได้ ก็ด้วยผลบุญและเป็นผู้ดูแลนันทิยะ แต่จนบัดนี้ยังไม่ได้พบนันทิยะ เพราะท่านยังไม่ละอัตภาพเสียชีวิตจากโลกมนุษย์เลย ขอพระคุณเจ้าผู้เจริญได้โปรดนำข่าวสารลงไปบอกแก่นันทยะเถิด ให้ละอัตภาพจากเมืองมนุษย์อันเปรียบประดุจถาดดินมาถือเอาอัตภาพอันเป็นทิพย์ ซึ่งเปรียบประดุจถาดทองคำ อันล้ำค่าในโลกสวรรค์แห่งนี้ด้วยเถิดเจ้าข้า”
.
อันที่จริงวิมานนี้ได้เกิดขึ้นบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตั้งแต่ตอนที่นันทิยะได้สร้างศาลาจัตุรมุข 4 ห้อง ถวายพระพุทธเจ้าแล้วเกิดปิติ อิ่มใจ จนน้ำตาไหลรินด้วยความปลื้มปิติดีใจตกรดลงบนฝ่ามือพระพุทธเจ้านั้นแล้ว ตอนนี้รถเพียงแค่นันทิยะสิ้นอายุขัยจากร่างมนุษย์มาเสวยความสุขจากผลบุญที่ได้สะสมไว้เท่านนั้น
.
พระโมคคัลลานะท่องเที่ยวไปยังสวรรค์ชั้นต่างๆ พบเห็นวิมานทองอันเป็นสวรรค์สมบัติที่เหล่าเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลายได้บำเพ็ญสร้างกุศลไว้จึงได้แต่ถามว่า “ทำบุญอะไรมา ทำทานอะไรมา จึงได้เสวยผลบุญบนสวรรค์สมบัติวิมานแก้ว วิมานทอง อันงดงามเช่นนี้ “ เหล่าเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลายเหล่านั้นต่างมีความละอายที่จะบอกแก่พระโมคคัลลานะเถระ เพราะบุญทานที่พวกตนทำมานั้นมันเล็กน้อยเหลือเกิน บางองค์ตอบว่าเพียงรักษาคำสัตว์ บางองค์เพียงห้ามความไม่โกรธต่อผู้อื่น ส บางองค์ถวายอ้อยเพียงลำเดียว บางองค์ถวายเพียงมะพลับ ลิ้นจี่ ส้มโอ องุ่น ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ เพียงผลเดียวก็ได้สมบัติวิมานนี้
.
พระโมคคัลลานะเที่ยวไปยังสวรรค์ชั้นต่างๆ จนพอใจแล้วก็กลับลงมาสู่โลกมนุษย์ นำเรื่องราวที่ได้พบเห็นมาบอกเล่าให้มนุษย์ทุกคนฟัง ทำให้ใครต่อใครต่างพากันเลื่อมใสศรัทธาพระโมคคัลลานะและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้ามาก พากันหันมาสร้างคุณงามความดีสร้างบุญกุศลมากยิ่งขึ้น ส เพื่อหวังจะได้มีความสุข มีสมบัติบนโลกสวรรค์
.
เรื่องราวความสามารถพิเศษด้านอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของพระโมคคัลลานะ ยังมีอีกมากมายในเมืองมนุษย์ผู้คนหญิงชายที่ได้เคารพบูชามีจิตศรัทธา เชื่อฟังทำตามคำสั่งสอนเกิดโชคลาภ ทรัพย์สินเงินทอง ครอบครัวร่มเย็นเป็นสุข หายจากโรคภัยไข้เจ็บ แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวงมีฤทธิ์มีเดชเกิดขึ้นมากมาย
.
ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับที่พระเชตวันมหาวิหารกรังสาวัตถีแคว้นโกศล เช้าวันหนึ่งก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จไปเสวยภัตตาหารที่บ้านของ อนาถบัณฑิกเศรษฐี ตอนเวลาเช้าใกล้รุ่ง พระพุทธเจ้าได้ตรวจดูนิสัยสัตว์โลกผู้ที่มีบุญบารมีที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน อันเป็นหนึ่งในพุทธกิจ 5 ประการ คือ
.
1. เวลาเช้าออกบิณฑบาต
2. เวลาเย็นทรงแสดงธรรมโปรดประชาชน
3. เวลาค่ำทรงแสดงธรรมสั่งสอนเหล่าพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ภิกษุณี
4. เวลาเที่ยงคืนทรงแสดงธรรม ตอบปัญหาธรรมให้กับเหล่าเทวดาเทพอินทร์ พรหม
5. เวลาใกล้รุ่งตรวจดูอุปนิสัยของสัตว์โลกที่สมควรบรรลุธรรมแล้วจึงเสด็จเดินทางไปสั่งสอน
.
เช้าวันนั้น ได้เห็นพญานาคผู้มีฤทธ์มากชื่อว่า นันโท อยู่ในเครือข่ายพยานที่สามารถเข้าถึงธรรมในพระพุทธศาสนาได้ จึงสั่งให้พระอานนท์บอกแก่พระสงฆ์ทั้งหลายว่าจะเดินทางไปดินแดนสวรรค์และจะพาเหล่าพระสงฆ์สาวกผู้มีอภิญญาเหาะไปด้วย
.
นันโทปนันทนาคราช เกิดความขุ่นเคืองที่พระศาสดาและเหล่าพระสงฆ์สาวกเดินทางท่องเที่ยวผ่านที่อยู่ของพวกพญานาคทั้งหลายมีความรู้สึกเหมือนถูกละอองเท้าตกลงสู่ศีรษะจึงแสดงอิทธิฤทธิ์ขยายร่างกายให้มีขนาดใหญ่โตแล้วขดลำตัวล้อมรอบเขาพระสุเมรุ (เขาสุเนรุราช) 7 รอบ และแผ่แม่เบี้ย ปิดสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ไว้ทำให้เกิดหมาอกควันมืดมน เมื่อเหล่าพระสงฆ์สาวก ทั้งหลายมองไม่เห็นเขาพระสุเมรุอันเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จึงขออาสาแสดงอิทธิฤทธิ์เพื่อทรมานพญานาคแต่พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งให้พระโมคคัลลานะไปจัดการพญานาคนันโทปนันทเพื่อให้คลายลดละทิฏฐิ พระโมคคัลลานะจึงได้แสดงอิทธิฤทธิ์แปลงร่างเป็นพญานาคที่มีขนาดใหญ่กว่าสองเท่า ใช้โคนหางเป็นวงรอบกดทับพญานาคนันโทปนันทไว้ให้ติดกับเขาพระสุเมรุ พญานัคนันโทจึงได้พ่นไฟใส่ แต่ไม่สามารถทำอะไรพระโมคคัลลานะได้ กลับถูกไฟของพระโมคคัลลานะที่แปลงเป็นพญานาคพ่นใส่ทำอันตรายแทน พญานาคนันโทจึงท้าให้พระโมคคัลลานะคืนร่างเป็นพระสงฆ์เหมือนเดิม พระโมคคัลลานะก็แสดงฤทธิ์คืนร่างตามคำท้าแต่เข้าไปในช่องหูขวาทะลุหูซ้าย เข้าสู่ช่องจมูกขวาออกช่องจมูกซ้ายของพยานาคสลับกันไปมา เมื่อพญานาคนันโทปนันทอ้าปากออกพระโมคคัลลานะ ก็เข้าไปเดินจงกรมภายในท้องพญานาค
.
พญานาคคิดว่า เมื่อพระโมคคัลลานะถือวิสาสะเข้าไปในท้องของตนตอนที่ยังไม่ทันเห็นถ้าออกมาเมื่อไรจะเคี้ยวกลืนกินด้วยฟันเสีย แต่พอพระโมคคัลลานะออกมาก็ไม่สามารถทำอะไรได้แม้แต่การพ่นลมออกทางจมูกก็ไม่สามทารถทำอะไรพระโมคคัลลานะให้ไหวเอนได้
.
สาเหตุที่พระพุทธเจ้าไม่ให้พระสงฆ์สาวกรูปอื่นจัดการพญานาคเพราะทรงรู้ว่าไม่มีพระอรหันต์รูปไหนมีความสามารถเข้าฌานญาณแสดงอิทธิฤทธิ์ได้รวดเร็วเท่าพระโมคคัลลานะ เพมื่อชนะพญานาคแล้ว พระโมคคัลลานะก็ได้แปลงร่างเป็นพญาครุฑไล่จับนันโทปนันท นันโทปนันทจึงแปลงกลายร่างเป็นชายหนุ่มนั่งคุกเข่ายกมือไหว้ขอขมายอมรับในการพ่ายแพ้ และขอร้องให้พระโมคคัลลานะพาไปหาพระพุทธเจ้าและขอยึดเอาคุณพระพุทธเจ้าไว้เป็นที่พึ่งที่ระลึกตลอดชีวิต พระพุทธเจ่าทรงมีพระเมตตาให้พรแก่พญานาคว่า “ จงเป็นสุขเถิด “ จากนั้นพระพุทธเจ้าก็พาเหล่าสาวกไปฉันภัตตาหารที่เรือนของอนาถบัณฑิกเศรษฐี นอกจากการแสดงอิทธิ์ฤทธ์ อันเป็นคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวของพระโมคคัลลานะ พระพุทธเจ้าทรงยกย่องอีกว่า มีอุปนิสัยใจกว้างเป็นผู้เปี่ยมล้นไปด้วยคุณธรรมมีจิตเมตตาสูงไม่กีดกันเปิดโอกาสให้พระสงฆ์รูปอื่น ๆ ได้แสดงความสามารถตามมีเรื่องเล่าไว้ว่า ครั้งหนึ่งตอนที่เศรษฐีจากเมืองราชคฤห์คนหนึ่งอยากเห็นพระอรหันต์ที่แท้จริง ว่ามีหรือไม่เพราะเจ้าลัทธิสำนักต่างๆ ในเมืองต่าง ๆ ก็อ้างตนว่าเป็นพระอรหันต์ทั้งนั้น ทั้งที่การปฏิบัติและการสอนต่างกันมากเศรษฐีจึงต้องการพิสูจน์ความจริง จึงให้บริวารนำไม้จันทร์แดงทำเป็นบาตรผูกติดปลายไม้ไผ่ต่อกันไว้หลายๆ ลำ จนสูงลิบไว้หน้าบ้าน แล้วประกาศว่าหากมีพระอรหันต์มาเกิดในโลกจริงขอให้เหาะขึ้นไปนำบาตรลงมาได้ หากพ้น 7 วันไปแล้ว ไม่มีผู้ใดทำได้ตนจะถือว่าในโลกนี้ไม่มีพระอรหันต์อยู่จริง
.
เจ้าลัทธิสำนักครูทั้ง 6 มี ปูรณะกัสสะปะ มักขลิโคสาล อชิตะเกตุ กำพลสัญไชยเวลัฏฐบุตร ปกุทธกัจจายนะ และ นิครนนาฏบุตร ต่างก็ต้องการจะได้บาตร แต่ไม่สามารถเหาะไปเอามาได้ จึงพากันเกลี้ยกล่อมเศรษฐีให้ยอมยกบาตรให้พวกตนโดยไม่ต้องเหาะขึ้นไป แต่เศรษฐีก็ยังยืนกรานว่าต้องเหาะขึ้นไปเอาเองเท่านั้นถึงจะได้ ผ่านไป 6 วัน รุ่งเช้าวันที่ 7 พระโมคคัลลานะ กับ พระปิณโฑลภารทวาชะ กำลังยืนห่มจีวรอยู่บนก้อนหินใหญ่เพื่อเข้าไปบัณฑบาตรในเมือง ได้ยินเสียงชาวบ้านพูดกันว่า “ในโลกนี้คงไม่มีพระอรหันต์ เพราะวันนี้เป็นวันที่ 7 แล้วที่ท่านเศรษฐีประกาศให้พระอรหันต์เหาะขึ้นไปเอาบาตร แม้แต่ครูเจ้าลัทธิทั้ง 6 ที่โอ้อวดตนนักหนาว่าเป็นพระอรหันต์ก็ไม่สามารรถเหาะขึ้นไปเอาบาตรได้เลย เราเพิ่งรู้วันนี้เองว่าไม่มีพระอรหันต์ในโลกเลย” ตอนนั้นพระสงฆ์สาวกทั้ง 2 คิดว่าต้องประกาศให้ผู้คนได้รับรู้ไว้ว่ามีพระอรหันต์อยู่จริงในโลก พระโมคคัลลานะแม้จะมีอิทธฺฤทธิ์มากกว่าบวชมานานกว่าแต่ด้วยความที่มีจิตใจกว้างขวางมีความใจกว้างต้องการให้พระสงฆ์รูปอื่นได้แสดงความสามารถบ้างจึงบอกให้พระปิณโฑลภารทวาชะแสดงอิทธิฤทธ์เหาะขึ้นไปบนอากาศพร้อมกับก้อนหินที่ยืนอยู่ตอนนั้นเหาะวนเวียนไปรอบบ้านเศรษฐีหลายรอบเพื่อไปนำบาตรไม้จันทร์แดงลงมา จนเศรษฐีและชาวเมืองพากันแตกตื่นแห่กันมาดูโกลาหล เมื่อนำบาตรลงมาแล้วผู้คนจึงขอร้องให้เหาะให้ดูอีก แล้วเดินตามไปที่วัดเพื่อขอร้องให้เหาะให้ดูอยู่เป็นเนือง ๆ จนเกิดเสียงดังคึกโคม องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับสั่งให้พระอานนท์ ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อดูแล้ว จึงเรียกพระปิณโฑภารทวาชะมากล่าวตักเตือนว่าไม่ควรแสดงอิทธิฤทธิ์ ทรงเน้นให้แสดงธรรม เพื่อให้เกิดสติปัญญาให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์
.
และอีกครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ คือการแสดงปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าที่ยอดต้นมะม่วง เช่น ทำให้ท่อไฟท่อน้ำออกมาจากร่างกายเป็นคู่ ๆ สบับกันไปมา แล้วขึ้นไปจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงธรรมโปรดพระมารดา เหล่าบรรดาพระสงฆ์สาวกที่ประชุมกันอยู่บริเวณสถานที่แสดงยมกปาฏิหาริย์นั้น ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าหายไปไหนต่างพากันไปถามพระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะแม้จะรู้ดีว่าพระพุทธเจ้าหายไปไหน แต่ก็ได้บอกให้ไปสอบถามพระอนุรุทธผู้ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะ ด้านผู้มีตาทิพย์เพื่อให้ได้แสดงความสามารถให้ปรากฏบ้าง
 






Copyright © 2010 All Rights Reserved.

สำนักปฏิบัติธรรมภาวนาสมาธิออกเสียง อนุสติกรรมฐาน
ที่อยู่ :  บ้านห้วยทราย ตำบล :  แม่ยวม อำเภอ : แม่สะเรียง
จังหวัด : แม่ฮ่องสอน     รหัสไปรษณีย์ : 58110
เบอร์โทร :  089-635-0780, 080-004-9977, 084-539-4488
อีเมล : puttung@hotmail.co.th
เว็บไซต์ : www.puttungsaranung.com